หมายเหตุ

Blogger นี้ จัดทำขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนในรายวิชา อินเตอร์เน็ตและการสื่อสารในชีวิตประจำวัน หากผู้จัดทำได้ล่วงล้ำกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ประการใด ก็ขออภัยไว้นะที่นี้ด้วยค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2556

7สิ่งที่ไม่ควรดื่ม-กิน ขณะท้องว่าง

       อาหารบางชนิดแม้ว่าจะให้คุณค่าสารทางอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายของเรา แต่หากว่าเรารับประทานไม่เหมาะสมก็อาจทำให้เกิดโทษได้เช่นกัน อาหารบางประเภทมีคุณค่าที่ดีต่อร่างกายแต่ในบางครั้งถ้า"ดื่มหรือกิน ในขณะท้องว่าง" ก็กลายเป็นว่าให้โทษและอันตรายต่อสุขภาพได้  เรามาดูกันว่า

                        อาหาร 7 ชนิดที่เราไม่ควรดื่ม-กินได้แก่อะไรบ้าง                                             
1.เหล้า กระเทียม
เพราะ 2 สิ่งนี้จะยิ่งกระตุ้นเยื่อบุกระเพาะอาหาร ส่งผลให้เป็นโรคกระเพาะอาหารอักเสบ และเป็นแผลในกระเพาะอาหารได้

2.น้ำตาลหรืออาหารหวาน

เช่น น้ำอักลม ลูกอม ช้อกโกแลต เพราะจะทำให้โปรตีนรวมตัวกับน้ำตาล ส่งผลต่อการดูดซึมโปรตีนทุกชนิดและลดสมรรถภาพการทำงานของระบบหมุนเวียนโลหิตและไต

3.ชาแก่
ทำให้กรดเกลือของน้ำย่อยในกระเพาะอาหารเจือจาง เิกิดอาการใจสั่น เวียนศีรษะ มือเท้าไม่มีแรง

4.ลูกพลับ
เป็นตัวกระตุ้นให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดเกลือออกมามาก ทำให้เจ็บหน้าอก คลื่นใส้ และเป็นแผลในกระเพาะอาหาร

5.กล้วย
เพราะจะเพิ่มธาตุแมกนีเซียมในเลือดให้สูงขึ้น ทำให้สูญเสียสัดส่วนของแคลเซียมและแมกนีเซียม เป็นการยับยั้งการทำงานของหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก

6.ผักสด
แม้ว่าผัก จะอุดมไปด้วยวิตามินและเกลือแร่ แต่หากกินแต่ผักอย่างเดียวขณะท้องว่าง จะทำให้ท้องอืด

7.นมและนมถั่วเหลือง
แม้ว่านมจะอุดมด้วยโปรตีน แต่จะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการย่อยและดูดซึมก็ต่อเมื่อในกระเพาอาหารมีสารอาหารประเภทแป้งอยู่เท่านั้น

       เมื่อทราบกันอย่างนี้แล้ว เราก็ควรจะหลีกเลี่ยงอาหารจำพวกดังกล่าวข้างต้นในขณะท้องว่าง เพื่อสุขภาพที่ดีของร่างกายเราเองค่ะ

วันอังคารที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2556

mori girl style

http://www.greenfaerietree.com/wp-content/uploads/2013/01/tumblr_mgrzx7HYS61s2u1y4o1_500.jpg

                                    Mori Girl fashion

แฟชั่น Mori Girl เริ่มเป็นที่รู้จักในญี่ปุ่นประมาณปี 2007 โดยคำว่า ‘MORI’ ในภาษาญี่ปุ่น แปลว่า‘ป่า’ พูดกันง่ายๆ คอนเซ็ปของ Mori Girl คือ ลุคที่ดูเหมือนหญิงสาวผู้อาศัยอยู่ในป่า

Mori Girl เป็นสไตล์ที่แสนจะนุ่มนวลอบอุ่น เน้นความเป็นธรรมชาติ ทั้งนี้ไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องการแต่งตัวเท่านั้น  แต่รวมไปถึงไลฟ์สไตล์ด้วย เช่น ใส่เสื้อผ้าวินเทจ ชอบประดิษฐ์ประดอย  รักการดื่มชา การอ่านหนังสือ และปั่นจักรยาน ฯลฯ      

แม้ว่า Mori Girl หลงใหลอะไรๆ ที่เป็นธรรมชาติก็จริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นอะไรที่เรียบง่ายเท่านั้น เพราะอันที่จริงความเป็นสาวน่ารักในแบบฉบับ Mori Girl ค่อนข้างซับซ้อนกว่านั้นเยอะ!

                 ขั้นตอนการเตรียมตัว
1. เริ่มจากเสื้อผ้าเป็นอย่างแรก อย่างที่บอกว่าพวกเธอเน้นความเป็นธรรมชาติ แต่ถ้าเรียบง่ายเกินไปนั้นไม่ใช่ Mori Girl นะจ๊ะ สาวๆ กลุ่มนี้จะชอบมิกซ์แอนด์แม็ทซ์เสื้อผ้าแบบเป็นเลเยอร์ (Layer) หรือ ทับซ้อนกันหลายๆ ชั้น  โดยเสื้อผ้าที่พวกเธอเลือกมักจะเป็นสไตล์วินเทจหรือไม่ก็เป็นของมือสอง เพราะ สาวโมริเนี่ยเค้าหลงเสน่ห์ของเก่าเอามากๆ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ หรือหนังสือ พวกเธอจะขลุกอยู่กับของพวกนี้ได้นานสองนานเลยล่ะ
                                    
2. หลักในการคัดสรรวัสดุและทรงของเสื้อผ้าในสไตล์ Mori Girl คือ ความสบายในการสวมใส่ ฉะนั้นผ้าคอตต้อน ขนสัตว์ และเฟอร์ จึงเป็นตัวเลือกที่ฮิตฮ็อตในหมู่สาวโมริ

3. ส่วนทรงเสื้อผ้าจะเน้นที่ความหลวมสบาย Mori Girl ไม่นิยมเสื้อผ้าฟิตๆ รัดติ้วต้องแขม่วพุ่งทั้งวัน.. เดรสทรงเอ เสื้อเชิ้ตตัวโคร่ง และกางเกงขาบานผ้านิ่มๆ จึงเป็นอะไรที่ Mori Girl รักสุดใจ
สีสันเป็นอีกอย่างที่ Mori Girl ให้ความสำคัญ พวกเธอจะชอบเลือกใส่เสื้อผ้าสีโทนอบอุ่น ราวกับกลืนเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ อย่างสีขาว สีครีม สีน้ำตาล สีเขียวเข้ม สีแดงเข้ม ฯลฯ ซึ่งสีกลุ่มนี้เรียกว่า ‘สีเอิร์ธโทน’ (Earth tone) เป็นกลุ่มสีที่เลียนแบบสีจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นพื้นดินหรือพืชพรรณต่างๆ

 

วันอังคารที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2556

รู้จักเซลลูไลท์ ไขมันสะสม และวิธีกำจัด

 
 
 ตามปกติเซลล์ไขมันที่อยู่ใต้ผิวหนังจะถูก ประคองด้วยเซลล์ร่างแหบางๆ (คล้ายตาข่าย) ที่เรียกว่า “เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน” ทำหน้าที่ยึดระหว่างผิวหนังกับกล้ามเนื้อ กั้นกลุ่มไขมันไว้เป็นช่องๆ แต่เมื่อเกิดเซลลูไลท์ เซลล์ไขมันใน ช่องพวกนี้จะขยายขึ้น ในขณะที่เนื้อเยื่อเกี่ยวพันไม่ขยายตาม ทำให้เบียดทั้งทางเดินน้ำเหลืองและระบบหมุนเวียนหลอดเลือดเล็กๆ ใต้ผิวหนัง จนการไหลเวียนของระบบเลือดบริเวณนั้นลดประสิทธิภาพลง เกิดการคั่งของน้ำเหลืองเป็นพังผืดดึงผิวด้านบนให้ย่นลงมาเป็นรอยบุ๋มเป็น ช่วงๆ จึงเป็นที่มาของการเรียกเซลลูไลท์ว่า “ผิวเปลือกส้ม”
       นอกจากเซลลูไลท์จะสร้างปัญหาด้านความงาม รบกวนจิตใจของคุณผู้หญิง แล้ว ยังอาจก่อให้เกิดโรคจากการที่ร่างกายสะสมไขมันมากเกินไปด้วย เช่น ไขมันอุดตันในเส้นเลือด และหากการไหลเวียนของน้ำเหลืองมีประสิทธิภาพลดลง จะส่งผลกระทบต่อระบบการไหลเวียนของเส้นเลือดดำ ทำให้เกิดเส้นเลือดขอดและเท้าบวมตามมา ประมาณ 85 เปอร์เซ็นต์ ของผู้หญิง ที่มีอายุมากกว่า 20 ปี มักเริ่มมีเซลลูไลท์และเมื่ออายุมากกว่า 50 จะมีผิวเซลลูไลท์ให้เห็นมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับพันธุกรรม เชื้อชาติเผ่าพันธุ์

     ทีนี้เรามาดูประเภทของ “เซลลูไลท์” กันนะคะ

       Hard Cellulite: พบได้บ่อยในผู้หญิง ที่อายุน้อย (20-40 ปี) และมีการออกกำลังกายเป็นประจำ ลักษณะที่พบ คือ เมื่อบีบตามร่างกายจะเป็นก้อนแข็งเล็กๆ พบบ่อยบริเวณสะโพก และบั้นท้าย

       Flaccid Cellulite: พบได้ในผู้หญิงอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป ที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย มีลักษณะเป็นก้อนไขมันนุ่มๆ มีการหย่อนคล้อย กล้ามเนื้ออ่อนเหลว พบบ่อยบริเวณท้องแขน คาง รอบเอว และหน้าท้อง

       Edematous Cellulite: เกิดจากการไหลเวียนโลหิตไม่ดี มีการคั่งของน้ำเหลือง ทำให้ลักษณะเหมือนบวมน้ำ กดแล้วบุ๋ม พบบ่อยที่ต้นขา สะโพก พบว่าผิวหนังดูบอบบางเห็นเส้นเลือดและบวม

       Mixed Cellulite: พบได้บ่อยที่สุด ซึ่งในหนึ่งคนอาจพบเซลลูไลท์ทุกแบบ ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย

     พัฒนาการของ… เซลลูไลท์
    

       ระยะที่ 0: เป็นระยะที่เริ่มมีพังผืดเกิดขึ้น แต่ไม่มาก ไม่สามารถสังเกตได้ทั้งจากการยืน หรือการนอนจะไม่เห็นเป็นผิวเปลือกส้มแต่อย่างใด แต่เมื่อทดลองหยิบเนื้อบริเวณนั้นขึ้นมาจะปรากฏเป็นรอยบุ๋มเกิดขึ้น
       ระยะที่ 1: ยังไม่สามารถเห็นรอยบุ๋มได้เช่นเดียวกับระยะที่ 0 แต่เมื่อทดลองหยิบเนื้อขึ้นมาพบว่ามีรอยบุ๋มเพิ่มมากขึ้น

       ระยะที่ 2: สามารถเห็นรอยของเซลลูไลท์ได้ชัดเจนในขณะยืนโดยไม่จำเป็นต้องจับขึ้นมาดู แต่ในขณะนอนจะยังไม่สามารถเห็นได้

       ระยะที่ 3: ไม่ว่าจะยืนหรือนอนจะสามารถเห็นเป็นผิวเปลือกส้มได้ทั้งหมด เป็นระยะที่รักษายากที่สุดเพราะเกิดการสะสมของเซลลูไลท์มาในระยะเวลานานมาก

       ทั้งนี้ ระยะการก่อตัวของเซลลูไลท์จะขึ้นอยู่กับกิจกรรมของแต่ละบุคคล ประกอบกับการกินอาหาร เช่น คาร์โบไฮเดรท ไขมัน และน้ำตาลที่มากเกินไป เป็นต้น


เทคนิคใหม่สลายเซลลูไลท์
 
       ปัจจุบันแม้เราจะยังไม่มีวิธีขจัดเซลลูไลท์ที่ได้ผล 100% แต่เทคโนโลยีใหม่ๆ ก็มีส่วนสำคัญในการสลายเซลลูไลท์ที่เห็นผลอย่างชัดเจน ซึ่งวิธีสลายเซลลูไลท์ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ได้แก่…เมโซเธอราปี (Mesotherapy)

       สลายไขมันเฉพาะ ส่วนด้วยการฉีดยาเข้าใต้ผิวหนังชั้นเมโซเดิร์ม (Mesoderm) ทำให้กระบวนการเกิดไขมันถูกขัดขวาง ทำให้ไขมันสลายตัวในที่สุด ทำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ติดต่อกัน 8 - 10 ครั้ง ค่าใช้จ่ายครั้งละ 2,000 - 3,000 บาทขึ้นไป

คาร์บ็อกซี เธอราปี (Carboxy Therapy, Carbondioxide Therapy)
       สลายไขมันเฉพาะส่วน ด้วยการฉีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เข้าสู่ชั้นไขมันใต้ผิวหนังเพื่อสลายเซลลูไลท์ และไขมันทำให้เกิดกระบวนการเผาผลาญไขมันมากขึ้น และสลายเซลลูไลท์สลายตัวไปในที่สุด ขึ้นอยู่กับน้ำหนักและไขมันของผู้ต้องการลดเซลลูไลท์เป็นสำคัญ โดยเฉลี่ย ไม่เกิน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ค่าใช้จ่ายครั้งละประมาณ 3,000 บาทขึ้นไปการนวดด้วยเครื่องอัลตร้าซาวน์ (Ultrasonic Massage)


       การนวดผิว ด้วยคลื่นอัลตร้าซาวน์ (Ultrasound) โดยทายาสลายไขมันไว้ ตามร่างกายส่วนที่ต้องการลดและใช้เครื่องนวดไปตามบริเวณนั้นๆ เพื่อให้ยาซึมลงไปใต้ผิวหนังได้ลึกขึ้นและช่วยสลายเซลลูไลท์ ขึ้นอยู่กับน้ำหนักและเซลลูไลท์ที่ต้องการลดค่าใช้จ่าย แล้วแต่สถานบริการ มีตั้งแต่ 1,000-3,000 บาทขึ้นไปการนวดแบบเอนเดอร์โมโลยี (Endermologie)

        การนวดกำ จัดเซลลูไลท์เฉพาะส่วน ด้วยเครื่องสุญญากาศ โดยส่วนหัวของเครื่องจะมีท่อสุญญากาศอยู่ตรงกลางและด้านข้างเป็นลูกกลิ้งคู่ ขนาน เมื่อต้องการใช้งาน ท่อสุญญากาศจะทำหน้าที่ดูดผิวบริเวณที่ต้องการขึ้นมา และลูกกลิ้งด้านข้างจะทำหน้าที่นวดเนื้อบริเวณนั้น ทำติดต่อกัน 14 ครั้ง โดย 7 ครั้งแรก ทำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง และลดลงเหลือสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือตามแต่ผู้เชี่ยวชาญจะวินิจฉัย ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับสถานบริการ ครั้งละประมาณ 2,000 - 5,000 บาทขึ้นไปการออกกำลังด้วยเครื่องโฮลบอดี้ ไวเบรชั่น (Whole body Vibration Exercise)

       เป็นเสมือนการออกกำลังกาย หลักการทำงานคือเมื่อยืนอยู่บนเครื่องไวเบรชั่น เครื่องจะเกิดการสั่นสะเทือนทำให้ร่างกายสั่นสะเทือนตามให้ผลเหมือนการนวดตัว และสลายเซลลูไลท์ในเวลาเดียวกัน ทำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ใช้เวลาประมาณ 10 - 20 นาทีตามขนาดของร่างกายและปริมาณไขมัน ครั้งละ 500 บาท

       อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีต่างๆ ที่ช่วยสลายไขมันนี้สามารถคงทนอยู่ประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี การออกกำลังกาย และการควบคุมอาหารจึงเป็นวิธีที่ช่วยให้เซลลูไลท์ก่อตัวช้าขึ้น นอกจากนี้ การตัดสินใจเลือกเทคโนโลยีเพื่อลดเซลลูไลท์ ควรได้รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์ประจำสถาบันต่างๆ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์หรือวิธีการที่มีความเหมาะสมมากที่สุด เพราะผู้ที่มีน้ำหนักมากหรือมีโรคประจำตัวบางประเภทอาจไม่เหมาะสมกับบางวิธี หรือบางคนอาจต้องใช้หลายๆ วิธีประกอบกัน

โยคะคืออะไร

     โยคะคือศาสตร์โบราณที่ถือกำเนิดใน ประเทศอินเดียมากว่า ๕,๐๐๐ ปี เป็นหนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าที่สำคัญยิ่งของมวลมนุษยชาติ เป็นการฝึกตนเอง เพื่อปรับสมดุลระหว่างกายกับใจ เพื่อพัฒนาศักยภาพ ความเป็นมนุษย์ในตัวผู้ฝึกสู่ความสามารถสูงสุด ศักยภาพในที่นี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องทางกายภาพเท่า นั้น หากยังรวมถึงศักยภาพทางจิตใจด้วย ซึ่งในปัจจุบันศาสตร์ทรงคุณค่าสาขานี้ได้แพร่หลายออกจากอินเดียสู่ทุกประเทศ ทั้งตะวันตกจดตะวันออก ในประเทศไทยเองก็มี สถาบันโยคะวิชาการ เป็นผู้บุกเบิกนำโยคะสายสถาบันไกวัลยธรรม มาเผยแพร่แก่ประชาชนทั่วไปด้วย

สิ่งที่จะได้รับจากการฝึกโยคะ
   ๑.การรวมกายกับจิตเข้าด้วยกัน  อันหมายถึงการมีสติรู้อยู่กับกายตลอดเวลา เป็นจุดสำคัญของการฝึกโยคะ ที่ผู้ฝึกต้องกำหนดจิตให้รู้ตัวว่าตนเองทำอะไรอยู่ทุกขณะจิต
     ๒.ความสมดุล การฝึกโยคะเป็นการสร้างสมดุลให้เกิดขึ้น ทั้งสมดุลระหว่างกายกับใจของตนเอง และสมดุลระหว่างตนเองกับสิ่งแวดล้อม
     ๓.การพัฒนาจิต กระบวนการของโยคะเป็นการฝึกจิต โยคะทำให้จิตเกิดสมาธิ สงบ ไม่ฟุ้งซ่าน เมื่อจิตสงบเป็นสมาธิอยู่กับกาย ก็จะสามารถมองเห็นปัญหา หรือสิ่งที่จะเกิดได้ง่ายขึ้น

เทคนิค (พื้นฐาน) โยคะ ๖ ประการ
    ๑.อาสนะ คือการฝึกฝนร่างกายด้วยท่าต่างๆ เหมือนกับที่ผู้อ่านหลายท่านเคยเห็น เช่น ท่าศพ ท่างู ท่านั่งเพชร ท่ากงล้อ เป็นต้น โดยในแต่ละท่าจะให้ประโยชน์ แก่ร่างกายแตกต่างกันออกไป การทำอาสนะนั้น ผู้ฝึกจะต้องรู้สึกสบายกาย จิตนิ่ง ใช้แรงแต่น้อย มีสติใช้จิตรับรู้ทุกการเคลื่อนไหวของร่างกาย
      ๒.ปราณยามะ คือการฝึกควบคุมลมหายใจ มีสติรับรู้ลมหายใจของตนเอง หายใจเข้าให้รับรู้ว่าหายใจเข้า หายใจออกให้รับรู้ว่าหายใจออก
      ๓.พันธะ และมุทรา คือการเกร็งแล้วคลายกล้ามเนื้อในบางส่วน โดยใช้จิตรับรู้ทุกการเกร็งและคลายกล้ามเนื้อส่วนนั้น จะมีผลทำให้เกิดการผ่อนคลายกล้ามเนื้อและจิต
      ๔.กริยา คือการชำระล้าง
      ๕.สมาธิ คือการกำหนดจิตให้จดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำ ไม่ว่าจะเป็นท่าทาง ลมหายใจ หรือการเกร็งกล้ามเนื้อ ในการฝึกโยคะนั้น หากผู้ฝึกไม่สามารถกำหนดจิตให้มีสมาธิได้ ก็เท่ากับว่าการฝึกนั้นล้มเหลว
      ๖.การฝึกอบรมทัศนคติ คือการมีศีลและวินัยในการปฏิบัติ
โยคะท่าพื้นฐาน

                                             

พอกหน้าลดสิวเสี้ยน


ไข่ขาวและมะนาว

วันพุธที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

อาหารพื้นบ้าน ต้มข่าไก่



อาหารสุดโปรดของเราเอง เราอยากแนะนำให้เพื่อนลองทำรับประทานกันเองที่บ้านดู แล้วจะติดใจไม่ลืมเลยล่ะ เพราะเราชอบทำใหเที่บ้านทานอยู่บ่อยๆ วันนี้เราก็ทำนะ ขั้นตอนง่ายๆไม่ยุ่งยากอะไร จึงอยากให้เพื่อนๆมาลองกันเยอะๆนะคะ(มื้อเที่ยงวันนี้เราก็ยังทำเลยล่ะ แม้ว่ากลิ่นจะคลุ้งทั้วห้องพักก็ตาม อิอิ)

ต้มข่าไก่ เป็นสูตรอาหารของไทย มีรสจัดเล็กน้อย มีสีขาววข้นของน้ำกระทิ รสชาติออกเปรี้ยว เค็ม หวาน และมัน มีกลิ่นหอมขอองสมุนไพร เช่น ตะไคร้ ใบมะกรูด มะนาว

ส่วนผสมเครื่องปรุงต้มข่าไก่

  • เนื้ออกไก่ 3 ชิ้น (หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ)
  • กะทิ 2 ถ้วยตวง
  • น้ำซุปไก่ 1 ถ้วยตวง
  • ข่าขนาดกลาง 2-3 ชิ้น (ปอกเปลือกและหั่นบางๆ)
  • พริกขี้หนูซอยละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาล 1 ช้อนชา
  • ใบผักชี 1/2 ถ้วยตวง (สำหรับแต่งหน้า)
  • ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด มะนาว
  • มะเขือเทศเพิ่มความสวยงาม ^^

วิธีทำต้มข่าไก่

  1. ใส่กะทิและน้ำซุปไก่ลงในหม้อและนำไปตั้งไฟร้อนปานกลาง
  2. หั่นตะไร้ ข่า และเครื่องเทศสมุนไพรลงไปเพิ่มความหอม
  3. ต้มประมาณ 2-3 นาที และคนเป็นครั้งคราว
  4. ใส่เนื้อไก่และพริกลงไปในหม้อ ต้มต่อไปอีกประมาณ 6 นาที คนต่อไปจนเนื้อไก่สุกดี จึงใส่มะเขือเทศเพิ่มความสวยงาม
  5. ปรุงรสด้วยน้ำปลาและน้ำตาล จากนั้นใส่ผักชีแล้วจึงเสิรฟพร้อมข้าวสวยร้อนๆ
                                         ลองมาทำกันดูนะ แล้วจะติดใจ

ลมพิษฤทธิ์ไม่เบา (Modern Mom)

แม้จะฤทธิ์เดชจะร้ายสักแค่ไหน ถ้ารู้วิธีก็จัดการได้

เรา พบว่าคนไทยมีอาการของลมพิษมากถึง 20 เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายถึงคนไทย 100 คนมี 20 คนที่เคยเป็นลมพิษอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิต ชนิดไม่จำกัดเพศและวัย

ลมพิษ...ฤทธิ์มาจากไหน

        ลมพิษเกิดจากการที่ของเหลวซึ่งอยู่ในหลอดเลือดรั่วไหลออกมาอยู่ในผิวหนัง ทำให้เห็นเป็นตุ่มหรือปื้นนูนบวมแดงขนาดเล็กใหญ่ต่าง ๆ กัน ผิวหนังส่วนนั้นจะเหมือนเปลือกผิวส้ม หรือเป็นไปได้กระทั่งเปลือกตาบวมจนเปิดไม่ได้ ริมฝีปากบวม มีอาการคันมาก แต่ผื่นเหล่านี้จะหายภายใน 24 ชั่วโมง โดยไม่เหลือร่องรอยเลยถึงแม้จะไม่ได้รับการรักษา และก็จะมีผื่นใหม่ขึ้นมาอีก บางครั้งขณะที่มาพบแพทย์ ผื่นอาจหายไปหมดแล้วก็ได้ (เป็นโรคกลัวหมอว่างั้นเถอะ!) แต่หมอก็สามารถวินิจฉัยได้ เนื่องจากลักษณะนี้ไม่พบในโรคผิวหนังชนิดอื่น

ที่มาที่ไปของลมพิษ

       สาเหตุที่ทำให้เกิดลมพิษมีหลายอย่าง แต่ไม่ว่าสาเหตุใดก็ตามผื่นจะมีลักษณะเหมือนกันหมด จึงยากที่จะหาสาเหตุของลมพิษ ยกเว้นกรณีเดียว คือลมพิษที่เกิดเมื่ออุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้น เช่น หลังการออกกำลังกาย ผื่นจะเป็นเม็ดเล็ก ๆ ไม่เกิน 4 มิลลิเมตร ไม่เป็นปื้นใหญ่ หายเร็วกว่าผื่นจากสาเหตุอื่น คือไม่ถึง 1 ชั่วโมงก็หาย
สาเหตุ ของลมพิษที่พบบ่อยคือยาและอาหาร โดยเฉพาะอาหารทะเล มักเป็นหลังรับประทานไม่กี่ชั่วโมง ถึงแม้จะเคยรับประทานมาหลายครั้งแล้ว โดยไม่เกิดลมพิษก็ตาม แต่บางครั้งอาจเจอแจ๊กพอตเข้าให้ได้

       ยาทุกชนิดทำให้เกิดลมพิษได้ทั้งนั้น แต่ที่พบบ่อยคือยาปฏิชีวนะ การเป็นหวัด ฟันผุ หรือมีพยาธิในลำไส้ ก็ทำให้เกิดผื่นลมพิษได้ บาง คนก็มีผื่นตามรอยเกา และรอยขีดข่วนบนผิวหนัง บางครั้งผื่นจะขึ้นตามรอยกดทับ เช่น ขอบกางเกง ขอบเสื้อ การนั่งนาน ๆ ก็เกิดผื่นที่ก้น เดินมากก็เกิดผื่นที่ฝ่าเท้า หรือสิ่งที่เรานึกไม่ถึงก็เป็นสาเหตุได้ เช่น น้ำแข็งก็ทำให้เกิดลมพิษได้ บางคนโดนแสงแดดก็เกิดผื่นคัน สูดดมฝุ่นบ้าน หรือเกสรดอกไม้ครั้งใดก็เกิดผื่นคันทุกที จะเห็นว่าสาเหตุมันมีมากมาย แต่ผื่นลักษณะเหมือนกันหมด และที่น่าหนักใจยิ่งขึ้น คือบางคนอาจมีสาเหตุมากกว่า 1 อย่างก็ได้

       ในรายที่เพิ่งเป็นลมพิษ สาเหตุมักมาจากอาหารและยา ผู้ป่วยมักจะทราบต้นเหตุ เนื่องจากลมพิษมักเกิดหลังรับประทานไม่กี่ชั่วโมง แต่ในรายที่เป็น ๆ หาย ๆ มานาน มักหาสาเหตุได้ยาก ควรต้องปรึกษาแพทย์ เพื่อจะได้ตรวจร่างกายหาสิ่งผิดปกติ ส่วนการตรวจเลือดหรือตรวจพิเศษอย่างอื่นก็ขึ้นกับผู้ป่วยแต่ละราย
และไม่มีการตรวจใดที่จำเพาะบอกได้ว่า ลมพิษเกิดจากสาเหตุใด การทำ Skin Test ก็เชื่อถือไม่ได้ครับ เพราะถึงผลตรวจว่าแพ้ แต่เวลาเราได้รับสารนั้นจริง ๆ อาจไม่เกิดลมพิษเลย หรือในทำนองกลับกัน แม้เกิดลมพิษทุกครั้งที่ได้รับสารนั้น แต่ผลตรวจว่าไม่แพ้ก็อาจเป็นได้
การทำสมุดบันทึกว่าผื่นขึ้นในช่วงใดของวัน ระหว่างการทำกิจกรรมใด หรือภายหลังการรับประทานอาหารหรือยาชนิดใด ก็จะช่วยค้นหาสาเหตุของลมพิษได้ครับ
        
รุนแรงแค่ไหนนะ

ความรุนแรงของลมพิษ ก็แตกต่างกันไปในแต่ละคน บางคนอาจมีแค่ผื่นคันที่ผิวหนัง แต่อีกคนอาจมีปวดท้อง ท้องเสียร่วมด้วย แต่ที่รุนแรงอันตรายคือ เริ่มมีเสียงแหบ หายใจลำบาก อาการแบบนี้อันตรายมากถ้ารักษาไม่ทัน
         
หลบฤทธิ์ลมพิษ

การรักษาลมพิษที่ดีที่สุดคือหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เกิดลมพิษ เช่น ถ้าแพ้อาหารทะเล ก็ไม่ควรรับประทานอีก แต่ถ้ามีลมพิษเกิดขึ้นแล้ว ก็คงต้องพึ่งยาแก้แพ้ ซึ่งมีอยู่หลายชนิด บางชนิดทานแล้วง่วง บางชนิดก็ไม่เกิดอาการง่วง แต่ราคาแพงกว่ามาก บางครั้งใช้ยาแก้แพ้ตัวหนึ่งไม่ได้ผลอาจต้องเปลี่ยนไปใช้ยาแก้แพ้อีกตัวจึง จะได้ผล หรืออาจต้องใช้ยาแก้แพ้ 2 ชนิดขึ้นไปร่วมกันในการรักษาจึงจะได้ผล

นอกจากยาแก้แพ้แล้ว ยารักษาโรคกระเพาะพวก H2 antagonist เช่น cimetidine เมื่อใช้ร่วมกับยาแก้แพ้แล้วจะเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาลมพิษ ส่วนยาทาที่ผสม menthol, phenol หรือ camphor ก็จะทำให้เย็นผิวสบายตัว ลดอาการคันได้ รายที่เป็นลมพิษเรื้อรังอาจต้องรับประทานยาติดต่อกันเป็นเวลานาน ก็อย่าเพิ่งท้อแท้ใจนะครับ
 
การรักษา
 ผื่นลมพิษ แก้ได้ง่ายนิดเดียว (Woman's Story)

โรค ลมพิษ เป็นโรคที่เกิดจากภูมิแพ้ ผู้ป่วยมักจะมีอาการแพ้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง แล้วทำให้เกิดผื่นขึ้นตามผิวหนัง ถ้าหากรุนแรงอาจถึงขั้นช็อกหมดสติได้ ซึ่งวิธีการรักษาก็ไม่ยากอย่างที่คิด เพียงแค่มีมะนาวสักลูกก็ช่วยได้แล้วค่ะ

เพียงแค่คุณใช้มะนาวฝานบาง ๆ ตบเบา ๆ ไปตามบริเวณที่เป็นผื่น หรือบีบมะนาวผสมน้ำ จากนั้นใช้ผ้าขนหนูชุบแล้วนำไปประคบตามบริเวณที่เป็นลมพิษ ก็จะสามารถบรรเทาอาการผื่นคันเนื่องมาจากลมพิษได้ค่ะ

อีก วิธีหนึ่งในการรักษาคือ นำหัวผักกาดขาวฝน ห่อด้วยผ้าบาง ๆ ประคบตามผื่น หรือถ้าง่ายกว่านั้น ก็ใช้น้ำผึ้งเจือจางทาไปตามบริเวณที่เป็นลมพิษ ก็เป็นอันเรียบร้อยค่ะ

          เราเองก็เคยเป็นอยู่บ่อยๆแต่ตอนนี้ก็เริ่มหายไปนานแล้วตั้งแต่รู้จักวิธีดูแลตัวเองและสาเหตุของลมพิษ เราก็เริ่มรู้จักวิธีป้องกัน ดูแลสุขภาพมากขึ้น ยังไงใครที่เป็นลมพิศอยู่ก็ลองทำตามวิธีนี้ดูนะคะ